ติดต่อเจ้าหน้าที่
เครื่องออกกำลังกาย อุปกรณ์ออกกําลังกาย อุปกรณ์ฟิตเนส
view-th view-en
ตะกร้า 0 ตะกร้าสินค้า

“สควอท” เล่นอย่างไรให้ถูกต้องและปลอดภัย โดยโค้ชปูแน่น

“สควอท” เล่นอย่างไรให้ถูกต้องและปลอดภัย โดยโค้ชปูแน่น
promotion homefittools

บาร์เบลสควอท หรือ barbell squat เป็นท่าออกกำลังกายที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในท่าที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับการพัฒนากล้ามเนื้อขาและสะโพก ท่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงและมวลกล้ามเนื้อเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อการพัฒนาร่างกายโดยรวม ทำให้ได้รับฉายาว่าเป็น "ราชา" แห่งท่าออกกำลังกาย

บาร์เบลสควอทเป็นท่าเล่นกล้ามขาพื้นฐานที่ทรงพลังที่สุด การทำท่านี้ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อขาทุกมัดอย่างครบถ้วน ทั้งกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า (Quadriceps) ต้นขาด้านหลัง (Hamstrings) และกล้ามเนื้อสะโพก (Glutes) นอกจากนี้ยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อหลัง (Back muscles) และแกนกลางลำตัว (Core) อีกด้วย การฝึกสควอทอย่างสม่ำเสมอไม่เพียงช่วยเพิ่มความแข็งแรงและขนาดกล้ามเนื้อ แต่ยังช่วยปรับปรุงการทรงตัว เพิ่มความยืดหยุ่น และลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บจากการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันอีกด้วยครับ

สารบัญเนื้อหา

ประวัติและพัฒนาการของบาร์เบลสควอท

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ การสควอท (Squat) ถือเป็นการเคลื่อนไหวพื้นฐานของมนุษย์มาตั้งแต่ยุคโบราณ โดยมนุษย์ใช้ท่าทางการย่อตัวนี้ในการดำรงชีวิตประจำวัน ต่อมาในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 แวดวงการกีฬาได้มีการพัฒนานำ บาร์เบลสควอท มาประยุกต์ใช้ร่วมกับ ท่าสควอท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ นวัตกรรมนี้ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ barbell squat เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในวงการ เวทเทรนนิ่ง (Weight Training)

ประโยชน์ของการทำบาร์เบลสควอท

การทำบาร์เบลสควอทอย่างสม่ำเสมอมีประโยชน์มากมาย เริ่มจากการพัฒนากล้ามเนื้อขาและสะโพก ท่านี้ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า (ควอดริเซ็ปส์) ต้นขาด้านหลัง (แฮมสตริง) และกล้ามเนื้อสะโพก (กลูเทียส) นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงโดยรวมของร่างกาย เนื่องจากเป็นท่าที่ใช้กล้ามเนื้อหลายมัดพร้อมกัน

การทำบาร์เบลสควอทยังช่วยปรับปรุงการทรงตัวและความมั่นคงของร่างกาย เนื่องจากต้องใช้กล้ามเนื้อแกนกลางในการรักษาท่าทางขณะยกน้ำหนัก นอกจากนี้ยังมีผลต่อการเผาผลาญและการสร้างกล้ามเนื้อ 

สำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นฝึกท่าสควอท การเริ่มจากการฝึกท่าถูกต้องโดยไม่ใช้น้ำหนักเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อท่าทางแข็งแรงแล้วจึงค่อยๆ เพิ่มน้ำหนักตามความเหมาะสม การฝึกอย่างสม่ำเสมอจะช่วยพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา ปรับปรุงท่าทางการเคลื่อนไหว และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน

เกร็ดความรู้กับโค้ชปูแน่น!

การทำสควอทด้วยน้ำหนักมากจะกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนที่ช่วยในการสร้างกล้ามเนื้อ เช่น เทสโทสเตอโรนและโกรทฮอร์โมน

กล้ามเนื้อที่ทำงานระหว่างการทำบาร์เบลสควอท

บาร์เบลสควอทเป็นท่าที่ใช้กล้ามเนื้อหลายส่วนของร่างกายพร้อมกัน กล้ามเนื้อหลักที่ทำงาน ได้แก่

  1. ควอดริเซ็ปส์ (กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า)
  2. แฮมสตริง (กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง)
  3. กลูเทียส (กล้ามเนื้อสะโพก)
  4. แอดดักเตอร์ (กล้ามเนื้อต้นขาด้านใน)
  5. กล้ามเนื้อหลังส่วนล่าง
  6. กล้ามเนื้อแกนกลาง

นอกจากนี้ กล้ามเนื้อน่องและเท้าก็มีส่วนช่วยในการรักษาสมดุลและการทรงตัวขณะทำท่า 

การทำบาร์เบลสควอทที่ถูกต้องจะช่วยพัฒนากล้ามเนื้อทั้งหมดนี้ไปพร้อมกัน โดยเฉพาะในช่วงที่ย่อตัวลง กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าและสะโพกจะทำงานหนักที่สุด ขณะที่ช่วงผลักตัวขึ้น กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลังและสะโพกจะเป็นตัวหลักในการทำงาน ส่วนกล้ามเนื้อแกนกลางและหลังส่วนล่างจะทำหน้าที่รักษาความมั่นคงของลำตัวตลอดการเคลื่อนไหว ทำให้ท่าสควอทเป็นท่าที่ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อทั้งร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วิธีการทำบาร์เบลสควอทที่ถูกต้อง

วิธีการทำบาร์เบลสควอทที่ถูกต้อง

การทำบาร์เบลสควอทให้ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดและป้องกันการบาดเจ็บ ผมจะมาแนะเทคนิคการสควอทสำหรับผู้เริ่มต้น จากประสบการณ์สอนที่ผ่านมาครับ

1.ท่าเริ่มต้นสควอท

วางบาร์เบลบนบ่า โดยให้บาร์พาดบนกล้ามเนื้อ trapezius ไม่ใช่บนกระดูกคอ ยืนตรง เท้าห่างกันประมาณความกว้างของไหล่หรือกว้างกว่าเล็กน้อย ปลายเท้าชี้ออกด้านนอกเล็กน้อย

เคล็ดลับจากโค้ช: ควรวอร์มอัพด้วยท่าสควอทเปล่า 2-3 เซต เพื่อเตรียมความพร้อมกล้ามเนื้อและข้อต่อ

2.วิธีการย่อตัวในท่าสควอท

ย่อตัวลงเหมือนว่าคุณกำลังจะนั่งเก้าอี้ โดยให้สะโพกเคลื่อนไปด้านหลังและลงล่าง พยายามให้หัวเข่าอยู่แนวเดียวกับปลายเท้า ไม่บีบเข่าเข้าด้านใน ย่อตัวลงจนต้นขาขนานกับพื้นหรือต่ำกว่าเล็กน้อย

3.เทคนิคป้องกันอาการบาดเจ็บ

กระจายน้ำหนักลงที่ส้นเท้า 70% ที่เหลือลงที่ปลายเท้า วิธีนี้จะช่วยลดแรงกดที่หัวเข่าและช่วยลดอาการบาดเจ็บจากท่า squat ได้นั่นเอง

4.การยืนขึ้นจากท่าสควอท

ดันตัวขึ้นโดยใช้พลังจากส้นเท้าและกล้ามเนื้อขา รักษาแนวหลังให้ตรง หายใจออกขณะยืนขึ้น

5.การหายใจที่ถูกต้องในท่าสควอท

หายใจเข้าขณะย่อตัวลง และหายใจออกขณะยืนขึ้น

6.ข้อควรระวังในการทำบาร์เบลสควอท

ผู้เริ่มต้นควรฝึกท่าพื้นฐานให้ถูกต้องก่อนเพิ่มน้ำหนัก เริ่มจากน้ำหนักเบาๆ แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้น การทำตามขั้นตอนอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอจะช่วยสร้างกล้ามเนื้อขาที่แข็งแรงและลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บครับ

เลือกชมสินค้าออกกำลังกายกว่า 200ชิ้น ได้ที่นี่ คลิกเลย !

ข้อผิดพลาดที่พบเจอบ่อยในท่าบาร์เบลสควอท และวิธีการแก้ไขจากประสบการณ์โค้ช

ในฐานะผู้ฝึกสอน ผมพบว่าการทำบาร์เบลสควอทอย่างไม่ถูกต้องเป็นสาเหตุหลักของการบาดเจ็บในยิม ข้อผิดพลาดทั่วไปที่ผมพบบ่อยในการสอนมีดังนี้

1. เข่าบีบเข้าด้านใน 

แก้ไขโดยการคิดถึงการดันเข่าออกด้านนอกขณะย่อตัว ผมมักแนะนำให้ลูกค้าจินตนาการว่ากำลังยืนบนกระดาษแล้วพยายามฉีกมันออกด้วยเท้าทั้งสองข้าง

2. ยกส้นเท้าขึ้นจากพื้น 

แก้ไขโดยการเน้นการดันพื้นด้วยส้นเท้าตลอดการเคลื่อนไหว การรักษาน้ำหนักที่ส้นเท้าจะช่วยให้ทรงตัวได้มั่นคงและปลอดภัยกว่า

3. แอ่นหลังหรือหลังโก่ง 

แก้ไขโดยการรักษาแนวกระดูกสันหลังให้เป็นธรรมชาติ เคล็ดลับคือการเกร็งหน้าท้องและก้นตลอดการเคลื่อนไหว

4. ย่อตัวไม่ลึกพอ 

แก้ไขโดยการฝึกความยืดหยุ่นและการเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอ ผมแนะนำให้เริ่มจากการฝึกท่า bodyweight squat หรือการสควอทโดยใช้น้ำหนักตัวก่อนครับ

*เคล็ดลับพิเศษจากประสบการณ์การสอน คือควรถ่ายวิดีโอตัวเองขณะฝึกเพื่อตรวจสอบฟอร์มการเคลื่อนไหว และควรเริ่มต้นด้วยน้ำหนักเบาๆ เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถทำท่าได้อย่างถูกต้องก่อนเพิ่มน้ำหนักในครั้งถัดๆไปครับ

วิธีการเพิ่มน้ำหนักอย่างปลอดภัยและได้ประสิทธิภาพสูงสุดในการเล่นท่า Barbell Squat

การเพิ่มน้ำหนักในบาร์เบลสควอทควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากการทำท่าให้ถูกต้องด้วยน้ำหนักเบาๆ ก่อน โดยเฉพาะสำหรับผู้เริ่มต้น ผมมักแนะนำให้เริ่มจากการฝึกสควอทด้วยบาร์เปล่าจนกว่าจะควบคุมสมดุลได้ดี จากนั้นค่อยๆ เพิ่มน้ำหนักทีละ 2.5-5 กิโลกรัมเมื่อรู้สึกว่าสามารถทำได้ครบทุกเซ็ตด้วยฟอร์มที่ดี ควรให้ความสำคัญกับการรักษาท่าทางที่ถูกต้องมากกว่าการเพิ่มน้ำหนักอย่างรวดเร็วนะครับ เล่นหนักไปแต่ท่ายังไม่ได้ ก็จะทำให้กล้ามเนื้อขาที่เราต้องการพัฒนาทำงานได้ไม่เต็มที่

เคล็ดลับจาก ACE Certified Trainer คือการใช้หลัก Progressive Overload โดยมีหลักการคือหากคุณสามารถทำได้ 12 ครั้งติดต่อกันด้วยฟอร์มที่สมบูรณ์ในทุกเซ็ต นั่นคือสัญญาณที่ดีว่าคุณพร้อมเพิ่มน้ำหนักในการเล่นครั้งต่อไปครับ อย่าลืมพักผ่อนให้เพียงพอด้วยนะ

ท่าสควอทตามประสบการณ์การเล่น

ในฐานะผู้ฝึกสอนที่มีประสบการณ์ด้านการปรับโปรแกรมให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละระดับ บาร์เบลสควอทสามารถปรับให้เหมาะกับทุกระดับความสามารถ

  • สำหรับผู้เริ่มต้น เริ่มจากการทำท่าโดยไม่ใช้น้ำหนัก(bodyweight) หรือใช้แค่บาร์เปล่าโดยไม่ต้องใส่แผ่นน้ำหนักที่บาร์เบล เพื่อสร้างความคุ้นชินเวลาเล่นท่าสควอท
  • สำหรับผู้มีประสบการณ์ เพิ่มความท้าทายด้วยการทำ pause squat หรือ box squat
  • สำหรับผู้ที่มีข้อจำกัดอาจจะจัดท่าไม่ได้หรือมีปัญหาเกี่ยวกับการบาดเจ็บ โค้ชแนะนำให้ใช้ Smith machine หรือทำ goblet squat แทน ซึ่งรายละเอียดในแต่ละท่าสามารถตามอ่านได้จากบรรทัดถัดไปครับ

รายละเอียดแต่ละท่าสควอท

  • Pause Squat ท่าสควอทที่หยุดค้างที่จุดต่ำสุด 2-3 วินาที ช่วยเพิ่มความแข็งแรงและความมั่นคง
  • Box Squat ย่อตัวลงแตะกล่องหรือม้านั่งที่วางด้านหลัง ช่วยฝึกความลึกที่เหมาะสมและการควบคุมการเคลื่อนไหว
  • Smith Machine อุปกรณ์บาร์แบบรางที่เคลื่อนที่ขึ้นลงได้อย่างเดียว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความมั่นใจในการทรงตัว
  • Goblet Squat ถือดัมเบลหรือเคตเทิลเบลไว้ที่หน้าอก ช่วยฝึกการทรงตัวและท่าทางที่ถูกต้อง เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น

การนำท่าบาร์เบลสควอทเข้าไปรวมกับการเวทเทรนนิ่งในช่วงโปรแกรมออกกำลังกาย

ในฐานะโค้ชที่มีประสบการณ์การแข่งขัน ผมอยากแนะนำวิธีการผสมผสานบาร์เบลสควอทในโปรแกรมการออกกำลังกายเพื่อการพัฒนากล้ามเนื้อขาอย่างเต็มประสิทธิภาพครับ

  • โปรแกรมเล่นขาแบบเน้นสควอท ควรให้ท่าสควอทเป็นท่าหลักและท่าแรกๆในวันที่เล่นขา ด้วยเซ็ตที่หนักและจำนวนครั้งที่น้อย (4-5เซ็ต เซ็ตละ 5-8ครั้ง) เพื่อสร้างความแข็งแรงสูงสุดให้กล้ามเนื้อขา
  • โปรแกรม Full body ที่รวมสควอทเข้าไปด้วย ควรทำ2-3ครั้งต่อสัปดาห์ โดยปรับจำนวนครั้งและน้ำหนักให้เหมาะสม เพื่อการสร้างกล้ามเนื้อทั้งร่างกายและความแข็งแรงทั้งร่างกายไปพร้อมกัน
  • โปรแกรม Powerlifting เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการพัฒนาความแข็งแรงของร่างกายขั้นสูงสุด สามารถนำท่าบาร์เบลสควอทไปเล่นรวมกับท่าเดดลิฟ์และเบนช์เพรชได้

*เคล็ดลับสำคัญในการฝึกสควอท คือการพักผ่อนเพื่อพักฟื้นกล้ามเนื้อให้เพียงพอ ควรเว้นระยะโดยนับจากวันล่าสุดที่เลนบาร์เบลสควอทเป็นระยะเวลา 48-72ชั่วโมง และอย่าลืมวอร์มอัพและยืดกล้ามเนื้อก่อนการออกกำลังกายเสมอทุกครั้ง เพื่อไม่ให้บาดเจ็บและเพิ่มประสิทธิภาพในการฝึกครับ


อุปกรณ์ออกกำลังกายที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้


Promotion1
Promotion2
Promotion3

คำแนะนำจากโค้ชสำหรับผู้ที่หัดเล่น บาร์เบลสควอท (Barbell Squat)

ผมได้เรียนรู้จากลูกเทรนหลายคนและสังเกตุข้อผิดพลาดและสรุปมาเป็นข้อๆให้ครับเหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มต้นทำbarbell squat ผมมีคำแนะนำในการเล่นบาร์เบลสควอทดังนี้

  • เริ่มต้นด้วยน้ำหนักเบาและเน้นการทำท่าให้ถูกต้อง ผมแนะนำให้เริ่มจากบาร์เบลเปล่าที่ไม่ใส่น้ำหนักหรือแม้แต่ฝึกด้วยน้ำหนักตัวก่อน (Bodyweight) เพื่อให้มั่นใจว่าท่าที่ออกมันถูกต้องแล้ว
  • อบอุ่นร่างกายให้พร้อมก่อนการสควอท โดยเฉพาะการยืดกล้ามเนื้อต้นขา สะโพก และข้อเท้า ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการทำสควอท การวอร์มอัพที่ดีจะช่วยลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บได้อย่างมาก
  • ห้ามฝืนเด็ดขาด ! หากรู้สึกว่าเจ็บหรือไม่ค่อยสบายตัว เพราะการฝืนนั้นอาจทำให้อาการบาดเจ็บรุนแรงได้ ควรพักการสควอทและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหากว่ามีอาการปกติ
  • ขอคำแนะนำจากโค้ชหรือผู้เชี่ยวชาญได้หากไม่แน่ใจว่าท่าสควอทที่เราเล่นนั้นถูกหรือไม่ เพราะการสควอทด้วยฟอร์มที่ถูกต้องนั้นจะเป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับการพัฒนาในระยะยาวครับ

เคล็ดลับพิเศษจากประสบการณ์การสอน คือควรถ่ายวิดีโอตัวเองขณะฝึกเพื่อตรวจสอบท่าทาง และไม่เร่งรีบเพิ่มน้ำหนักจนกว่าจะมั่นใจในการควบคุมท่าทางอย่างสมบูรณ์

เทคนิคการฟื้นตัวหลังการทำบาร์เบลสควอท

เทคนิคการฟื้นตัว (Recovery) หลังการทำบาร์เบลสควอท

ในฐานะ Certified Weight Loss และ Fitness Specialist ผมพบว่าการฟื้นตัวที่ดีช่วยให้การฝึกบาร์เบลสควอทมีประสิทธิภาพมากขึ้น

  • ยืดกล้ามเนื้อหลังการฝึก โดยเน้นกล้ามเนื้อขา สะโพก และหลังส่วนล่าง การยืดกล้ามเนื้อควรทำทันทีหลังจบการฝึก เมื่อกล้ามเนื้อยังอุ่น จะช่วยลดการตึงตัวของกล้ามขาและการบาดเจ็บ
  • รับประทานอาหารที่มีโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตหลังการฝึก จากประสบการณ์การดูแลนักกีฬา ผมแนะนำให้ทานโปรตีน 20-30 กรัม ภายใน 30 นาทีหลังเลิกฝึก เพื่อช่วยซ่อมแซมกล้ามเนื้อ
  • พักผ่อนให้เพียงพอ การนอนหลับ 7-8 ชั่วโมงต่อคืนเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะฮอร์โมนการเจริญเติบโต (Growth Hormones) จะหลั่งมากที่สุดในช่วงนี้ ช่วยให้กล้ามเนื้อฟื้นตัวได้ดี
  • ใช้เทคนิคการนวดกล้ามเนื้อหรือการใช้ลูกกลิ้งโฟมเพื่อลดอาการปวดเมื่อย เคล็ดลับจากประสบการณ์คือการใช้ลูกกลิ้งโฟมในช่วง 10-15 นาทีก่อนนอน จะช่วยลดอาการปวดเมื่อยในวันรุ่งขึ้นได้ครับ

การประยุกต์ท่าบาร์เบลสควอทให้เข้ากับนักกีฬา

ในฐานะผู้คว้ารางวัลชนะเลิศการแข่งขัน International Muscle and Physique Championship ผมสามารถยืนยันได้เลยว่าบาร์เบลสควอทเป็นท่าพื้นฐานที่สำคัญที่สุดสำหรับนักกีฬาทุกประเภท

ในการแข่งขัน Powerlifting และ Olympic Weightlifting สควอทเป็นหนึ่งในท่าบังคับที่ต้องทำในการแข่งขัน นักกีฬาต้องฝึกฝนเทคนิคอย่างเข้มข้นเพื่อยกน้ำหนักได้มากที่สุดภายใต้กฎกติกา

สำหรับนักกีฬาประเภททีม เช่น รักบี้ ฟุตบอล และบาสเกตบอล บาร์เบลสควอท ช่วยพัฒนาพลังระเบิดของขา ความเร็ว และความคล่องแคล่วในการเคลื่อนไหว จากประสบการณ์การเทรนนักกีฬาอาชีพ ผมพบว่าการฝึกสควอทที่ถูกต้องสามารถเพิ่มความสูงในการกระโดดได้ถึง 10-15%

การออกแบบโปรแกรมสควอทสำหรับนักกีฬาแต่ละประเภทจะแตกต่างกันซึ่งแบ่งได้เป็นดังนี้

  • นักกีฬาที่ต้องการพลังระเบิด ควรเน้นความเร็วในการเคลื่อนไหวด้วยน้ำหนัก 60-70% ของน้ำหนักสูงสุดที่ยกไหว
  • นักกีฬาที่ต้องการความแข็งแรง ควรใช้น้ำหนัก 80-90% ของน้ำหนักที่ยกไหว โดยเน้นการควบคุมท่าทาง
  • นักกีฬาที่ต้องการความอดทน ควรใช้น้ำหนักปานกลางแต่เพิ่มจำนวนครั้งและเซ็ต

เคล็ดลับสำคัญคือการปรับโปรแกรมให้สอดคล้องกับช่วงการแข่งขัน โดยลดความหนักลงในช่วงใกล้แข่ง เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวเต็มที่

สุดยอดคอมโบท่าฝึกคู่กับบาร์เบลสควอท จากประสบการณ์นักกีฬาและโค้ช

การผสมผสานบาร์เบลสควอทกับท่าฝึกอื่นๆ เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาความแข็งแรง ผมได้รวบรวมท่าฝึกที่เข้ากันได้ดีจากประสบการณ์การสอนทั้งนักกีฬาและผู้ฝึกทั่วไป พร้อมเทคนิคที่จะช่วยให้คุณได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น

1.บาร์เบลสควอทคู่กับลันจ์ 

แนะนำให้เริ่มด้วยสควอท 3-4 เซต ตามด้วยลันจ์ข้างละ 8-12 ครั้ง เทคนิคสำคัญคือการรักษาตำแหน่งเข่าให้ตรงกับนิ้วเท้าตลอดการเคลื่อนไหว จะช่วยลดความเสี่ยงการบาดเจ็บและเพิ่มประสิทธิภาพการฝึก

2.บาร์เบลสควอทกับเดดลิฟท์ 

คู่ท่าฝึกที่ทรงประสิทธิภาพ ควรพักระหว่างท่า 2-3 นาที และสำหรับผู้เริ่มต้น ควรใช้น้ำหนักเดดลิฟท์ 70-80% ของน้ำหนักสควอท เพื่อรักษาฟอร์มที่ถูกต้อง

3.บาร์เบลสควอทสลับพุชอัพ

 โปรแกรมที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีเวลาจำกัด แนะนำให้ทำสควอท 8 ครั้ง ตามด้วยพุชอัพ 10 ครั้ง พัก 60 วินาที ทำ 4 รอบ สามารถปรับเวลาพักตามความเหมาะสม

4.บาร์เบลสควอทคู่กับ box jumps

 ท่าฝึกที่ต้องใช้ความระมัดระวัง เริ่มต้นที่ความสูง 40-50 เซนติเมตร การลงควรใช้ขาทั้งสองข้างพร้อมกันและย่อเข่ารับแรงกระแทก

เทคนิคเพิ่มเติมสำหรับการฝึกสควอทร่วมกับท่าอื่นๆ

  • วอร์มอัพด้วย bodyweight squat 15-20 ครั้งก่อนเริ่มทุกครั้ง
  • สำหรับการแก้ไขความไม่สมดุล ให้เพิ่มลันจ์ด้านที่อ่อนแอ 2-3 เซตต่อสัปดาห์
  • ควรฝึกแต่ละคู่ท่าอย่างต่อเนื่อง 4-6 สัปดาห์
  • รักษาการไฮเดรชั่นที่ดีตลอดการฝึก

วิธีป้องกันการบาดเจ็บจากการทำบาร์เบลสควอทจากประสบการณ์โค้ช

การทำบาร์เบลสควอทเป็นท่าที่ทรงพลังแต่ต้องระวังเรื่องการบาดเจ็บ ผมจะแชร์วิธีการป้องกันที่ได้ผลจริงและใช้งานจริงมาแล้วครับ

  • การอบอุ่นร่างกายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ผมแนะนำให้เริ่มด้วยการเดินเร็ว 5-10 นาที ตามด้วย bodyweight squat เพื่อเตรียมกล้ามเนื้อและข้อต่อให้พร้อม จากนั้นค่อยเริ่มด้วยบาร์เปล่าเพื่อให้ร่างกายคุ้นเคยกับการเคลื่อนไหว
  • เรื่องน้ำหนัก อย่าเร่งรีบครับ เริ่มจากน้ำหนักเบาๆ ก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้น ที่ Real Gym ผมสอนให้ลูกค้าเพิ่มน้ำหนักทีละน้อยและให้ความสำคัญกับฟอร์มมากกว่าน้ำหนัก การทำแบบนี้จะช่วยสร้างพื้นฐานที่แข็งแรงและปลอดภัย
  • ฟอร์มการทำบาร์เบลสควอทต้องถูกต้องตลอดการเคลื่อนไหว ตั้งแต่การวางเท้า การกางเข่า การรักษาแนวหลัง และการหายใจ ผมเห็นหลายคนที่บาดเจ็บเพราะละเลยเรื่องฟอร์ม โดยเฉพาะเวลาที่เหนื่อยหรือใกล้จบเซต
  • สำหรับอุปกรณ์ป้องกัน เข็มขัดยกน้ำหนักเป็นตัวช่วยที่ดีเมื่อยกน้ำหนักมาก แต่ไม่แนะนำให้ใช้ตลอดเวลา เพราะกล้ามเนื้อแกนกลางต้องได้ทำงานด้วย ส่วนรองเท้าควรเลือกแบบที่พื้นแข็ง เพื่อการทรงตัวที่ดี

ผลลัพธ์จากการทำ Barbell Squat 30 วัน

การทำ Barbell Squat ต่อเนื่อง 30 วันสร้างการเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่ง ในสองสัปดาห์แรก ลูกค้าของผมจะรู้สึกถึงความแข็งแรงที่เพิ่มขึ้น 15-20% การทรงตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อาจมีอาการปวดกล้ามเนื้อบ้างซึ่งเป็นเรื่องปกติ

พอเข้าสู่สัปดาห์ที่สามและสี่ คุณจะเห็นกล้ามเนื้อขามีความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ความอดทนเพิ่มขึ้น 30-40% และสามารถเพิ่มน้ำหนักได้ถึง 20-25% ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงนี้ในลูกค้าหลายร้อยคน

การเผาผลาญแคลอรี่กับ Barbell Squat

จากการวัดด้วยอุปกรณ์ในยิม การทำ Barbell Squat หนึ่งชั่วโมงเผาผลาญได้ถึง 400-600 แคลอรี่ หลังการฝึก ร่างกายยังเผาผลาญต่อเนื่องอีก 24-48 ชั่วโมง ยิ่งใช้น้ำหนักมาก ยิ่งเผาผลาญมาก นี่เป็นเหตุผลที่ผมแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักอย่างค่อยเป็นค่อยไป

คำถามที่พบบ่อย

Q : "ทำไมถึงแนะนำให้ทำท่า Barbell Squat แทนการใช้เครื่อง Leg Press?" 
A : จากประสบการณ์ฝึกนักกีฬามากว่า 13 ปี Barbell Squat ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อทั้งร่างกายได้ดีกว่า เพราะต้องใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กในการทรงตัว ต่างจาก Leg Press ที่เน้นแค่ขาอย่างเดียว

Q : "กล้ามเนื้อส่วนไหนทำงานมากที่สุดระหว่างทำ Squat?" 
A : กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าและสะโพกทำงานหนักที่สุด แต่ที่น่าสนใจคือกล้ามเนื้อหลังและท้องก็ทำงานเพื่อรักษาสมดุลตลอดการเคลื่อนไหว

Q : "ทำ Squat วันละกี่ครั้งถึงจะเห็นผล?" 
A : สำหรับมือใหม่ ผมแนะนำ 3-4 เซ็ต เซ็ตละ 8-12 ครั้ง สัปดาห์ละ 2-3 วัน เน้นฟอร์มให้ถูกต้องดีกว่าจำนวนครั้งเยอะๆ

Q : "ทำ Squat แล้วขาใหญ่จริงไหม?" 
A : กล้ามเนื้อขาจะใหญ่ขึ้นแน่นอน แต่จะเป็นกล้ามเนื้อที่สวยงามและได้สัดส่วน ไม่ใช่ใหญ่แบบผิดธรรมชาติ

Q : "ทำ Squat แล้วเข่าเสื่อมไหม?" 
A : ถ้าทำถูกวิธี Squat ช่วยเสริมความแข็งแรงให้เข่า ผมมีลูกค้าอายุ 60 ปีที่ยังทำ Squat ได้ดี เพราะเริ่มจากพื้นฐานและค่อยๆ พัฒนา

"การทำ Squat ช่วยเผาผลาญไขมันได้มากแค่ไหน?" นอกจากเผาผลาญ 400-600 แคลอรี่ต่อชั่วโมงแล้ว ยังกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อ ทำให้เผาผลาญดีขึ้นแม้ตอนพัก

"ทำ Squat แล้วจะช่วยเพิ่มความสูงได้จริงไหม?" ไม่ได้เพิ่มความสูงโดยตรง แต่ช่วยให้ท่าทางการยืนดีขึ้น ดูสูงขึ้นได้

คำแนะนำสุดท้ายจากประสบการณ์

จากประสบการณ์เป็นโค้ชมา 13 ปี ผมอยากฝากไว้ว่า Barbell Squat เป็นมากกว่าท่าออกกำลังกาย มันคือทักษะที่ต้องฝึกฝน อย่าเร่งรีบเพิ่มน้ำหนัก ให้เวลากับการทำความเข้าใจร่างกายตัวเอง และที่สำคัญ อย่าลืมว่าทุกคนมีจุดเริ่มต้นที่ต่างกัน แต่ทุกคนสามารถพัฒนาได้ถ้ามีความมุ่งมั่นและทำอย่างถูกวิธี

หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถติดต่อผมได้ที่ Real Gym ยินดีแชร์ประสบการณ์และให้คำแนะนำครับ

สรุป

บาร์เบลสควอทได้รับการยกย่องว่าเป็น "ราชา" แห่งท่าออกกำลังกายด้วยเหตุผลหลายประการ ท่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อขาและสะโพกเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการพัฒนาร่างกายโดยรวม การทำบาร์เบลสควอทอย่างสม่ำเสมอช่วยเพิ่มความแข็งแรง พลัง และมวลกล้ามเนื้อ ปรับปรุงการทรงตัวและความมั่นคงของร่างกาย รวมถึงกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนที่ช่วยในการสร้างกล้ามเนื้อ

นอกจากนี้ barbell squat ยังเป็นท่าที่สามารถปรับให้เหมาะกับทุกระดับความสามารถ ตั้งแต่ผู้เริ่มต้นไปจนถึงนักกีฬามืออาชีพ ความหลากหลายในการปรับแต่งท่าและการเพิ่มน้ำหนักทำให้บาร์เบลสควอทเป็นท่าที่สามารถใช้ได้ตลอดเส้นทางการพัฒนาร่างกาย

อย่างไรก็ตาม การทำบาร์เบลสควอทให้ถูกต้องและปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญ ผู้ที่สนใจควรเริ่มต้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ให้ความสำคัญกับการทำท่าที่ถูกต้อง และไม่ลังเลที่จะขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ การรวมบาร์เบลสควอทเข้าไปในโปรแกรมการออกกำลังกายของคุณอย่างเหมาะสมจะช่วยให้คุณก้าวไปสู่เป้าหมายด้านสุขภาพและฟิตเนสได้อย่างมีประสิทธิภาพ


บทความนี้เขียนโดย...


โค้ชปูแน่น

โค้ชปูแน่น (ปู จักรินทร์ บุญลาภ)


เป็น CEO และที่ปรึกษาด้านการพัฒนาทีมเทรนเนอร์ในฟิตเนสของตัวเองที่ Real Gym ซาฟารีเวิลด์ รวมถึงแบรนด์อาหารเสริม และที่ปรึกษาด้าน Training Quality ให้กับทีมเทรนเนอร์ของ Sport club และฟิตเนสชั้นนำ

โปรไฟล์โค้ชปูแน่น

บทความทั้งหมด