ติดต่อเจ้าหน้าที่
เครื่องออกกำลังกาย อุปกรณ์ออกกําลังกาย อุปกรณ์ฟิตเนส
view-th view-en
ตะกร้า 0 ตะกร้าสินค้า

10 ท่าออกกำลังกายง่ายๆ ที่บ้าน ไม่ต้องใช้อุปกรณ์

10 ท่าออกกำลังกายง่ายๆ ที่บ้าน ไม่ต้องใช้อุปกรณ์
promotion homefittools

ในยุคที่การออกกำลังกายกลายเป็นส่วนสำคัญของชีวิตประจำวัน หลายคนมองหาวิธีการออกกำลังกายที่สามารถทำได้ง่าย ๆ ที่บ้านโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ราคาแพง บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักท่าออกกำลังกายที่ได้ผลดี ไม่เปลืองพื้นที่ ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ และเหมาะสำหรับทุกระดับความฟิต

ทำไมการออกกำลังกายที่บ้านถึงได้ผลดี?

การออกกำลังกายที่บ้านมีข้อดีมากมาย เริ่มจากความสะดวกที่ช่วยให้สามารถเริ่มต้นได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง นอกจากนี้ยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นค่าฟิตเนสหรืออุปกรณ์เพิ่มเติม การออกกำลังกายที่บ้านยังช่วยให้คุณสามารถออกแบบโปรแกรมให้เหมาะกับเป้าหมายของตัวเอง เช่น ลดน้ำหนัก เสริมสร้างกล้ามเนื้อ หรือเพียงเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น

ที่สำคัญที่สุด การออกกำลังกายที่บ้านช่วยสร้างวินัยและทำให้คุณรู้จักดูแลตัวเองในทุกวัน แม้ในช่วงเวลาที่ต้องการความยืดหยุ่นทางด้านเวลา

ท่าออกกำลังกายที่บ้านโดยไม่ใช้อุปกรณ์

การออกกำลังกายที่บ้านไม่จำเป็นต้องซับซ้อน เพียงแค่ใช้แรงต้านจากน้ำหนักตัวเองก็เพียงพอที่จะเสริมสร้างความแข็งแรง และพัฒนากล้ามเนื้อได้แล้ว มาดูกันว่ามีท่าอะไรบ้าง!

1. Push-Ups เสริมกล้ามเนื้อหน้าอกและแขน

Push-Up เป็นท่าออกกำลังกายที่เหมาะสำหรับเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าอก ไหล่ และแขน นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงของแกนกลางลำตัวอีกด้วย

วิธีการทำ

  1. เริ่มต้นในท่าเตรียมวิดพื้น วางมือกว้างกว่าหัวไหล่เล็กน้อย
  2. ยืดขาตรง โดยให้ปลายเท้าสัมผัสพื้น
  3. ค่อย ๆ ลดตัวลงจนหน้าอกใกล้พื้น และดันตัวกลับขึ้น
  4. ควบคุมการเคลื่อนไหวทั้งขึ้นและลงเพื่อให้กล้ามเนื้อทำงานอย่างเต็มที่

จำนวนครั้ง เริ่มต้นที่ 3 เซ็ต เซ็ตละ 12 ครั้ง

เคล็ดลับ รักษาลำตัวให้อยู่ในแนวตรงตลอดเวลา อย่ายกสะโพกสูงเกินไป หรือให้หลังแอ่น

 

2. Plank เสริมความแข็งแรงของแกนกลาง

Plank เป็นท่าออกกำลังกายที่ดูเหมือนง่าย แต่ต้องใช้ความอดทนและสมาธิสูง เน้นการเสริมสร้างกล้ามเนื้อแกนกลาง เช่น หน้าท้องและหลังล่าง

วิธีการทำ

  1. เริ่มต้นในท่าเหมือนจะวิดพื้น แต่เปลี่ยนมาวางข้อศอกและปลายเท้าบนพื้น
  2. เกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องและรักษาลำตัวให้อยู่ในแนวตรง
  3. ค้างไว้ตามระยะเวลาที่กำหนด

ระยะเวลา เริ่มต้นที่ 20-30 วินาที ค่อย ๆ เพิ่มเป็น 1 นาทีเมื่อชำนาญขึ้น

เคล็ดลับ อย่าปล่อยให้สะโพกหย่อนหรือยกสูงเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บที่หลัง

 

3. Squats บริหารกล้ามเนื้อขาและสะโพก

Squat เป็นอีกหนึ่งท่าที่ขาดไม่ได้สำหรับการบริหารกล้ามเนื้อขาและสะโพก นอกจากนี้ยังช่วยเสริมความแข็งแรงของแกนกลาง

วิธีการทำ

  1. ยืนกางขาออกเท่าความกว้างของไหล่
  2. ย่อตัวลงเหมือนกำลังนั่งเก้าอี้ โดยให้หัวเข่าอยู่ในแนวเดียวกับปลายเท้า
  3. ดันตัวกลับขึ้นมาสู่ท่าเริ่มต้น

จำนวนครั้ง เริ่มต้นที่ 3 เซ็ต เซ็ตละ 15-20 ครั้ง

เคล็ดลับ รักษาหลังให้ตรง และอย่าให้หัวเข่ายื่นเกินปลายเท้า

 

4. Mountain Climbers เผาผลาญไขมันและเสริมความทนทาน

Mountain Climbers เป็นท่าที่ช่วยเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ พร้อมเผาผลาญไขมันและเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าท้อง

วิธีการทำ

  1. เริ่มต้นในท่า Plank
  2. ดึงเข่าข้างหนึ่งเข้ามาหาหน้าอก และสลับขาไปเรื่อย ๆ ด้วยความเร็วที่เหมาะสม
  3. ทำต่อเนื่อง 30 วินาที

จำนวนครั้ง 3 เซ็ต เซ็ตละ 30 วินาที

เคล็ดลับ รักษาความเร็วสม่ำเสมอ และเกร็งหน้าท้องตลอดเวลาเพื่อป้องกันการบาดเจ็บ

 

5. Burpees เผาผลาญไขมันอย่างรวดเร็ว

Burpees เป็นท่าออกกำลังกายแบบเต็มตัวที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงและความทนทานของร่างกาย รวมถึงเผาผลาญแคลอรี่อย่างมีประสิทธิภาพ

วิธีการทำ

  1. เริ่มจากยืนตรง จากนั้นย่อตัวลงในท่าสควอต
  2. วางมือบนพื้นและกระโดดเหยียดขาไปด้านหลังในท่า Plank
  3. ดึงขากลับมาที่ท่าสควอต และกระโดดยืดตัวขึ้น

จำนวนครั้ง 3 เซ็ต เซ็ตละ 10-12 ครั้ง

เคล็ดลับ ทำช้า ๆ ในช่วงเริ่มต้นเพื่อควบคุมท่าให้ถูกต้อง แล้วเพิ่มความเร็วเมื่อคุณคุ้นเคย

 

6. Reverse Lunges เสริมความแข็งแรงของขาและสะโพก

วิธีการทำ

  1. ยืนตัวตรง วางมือไว้ที่สะโพก
  2. ก้าวเท้าข้างหนึ่งไปด้านหลัง ย่อตัวลงจนหัวเข่าหลังใกล้พื้น (แต่ไม่แตะพื้น)
  3. ดันตัวกลับมาสู่ท่ายืน และสลับขาทำซ้ำ

จำนวนครั้ง 3 เซ็ต เซ็ตละ 10-12 ครั้งต่อข้าง

เคล็ดลับ รักษาลำตัวให้ตั้งตรงตลอดเวลา และควบคุมการเคลื่อนไหวทั้งขึ้นและลง

 

7. Side Plank เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อข้างลำตัว

Side plank เป็นท่าออกกำลังกายที่ทรงพลังและมีประสิทธิภาพสูงในการเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางและลำตัวด้านข้าง

วิธีการทำ

  1. นอนตะแคง วางข้อศอกข้างหนึ่งบนพื้น
  2. ยืดขาให้ตรง และยกสะโพกขึ้นจนลำตัวเป็นเส้นตรง
  3. ค้างไว้ตามระยะเวลาที่กำหนด แล้วสลับข้าง

ระยะเวลา เริ่มต้นที่ 20-30 วินาทีต่อข้าง ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น

เคล็ดลับ เกร็งหน้าท้องและสะโพกตลอดเวลา อย่าให้สะโพกหย่อน

 

8. Superman Hold เสริมความแข็งแรงของหลังส่วนล่าง

วิธีการทำ

  1. นอนคว่ำ เหยียดแขนตรงไปข้างหน้าและขาชิดพื้น
  2. ยกแขนและขาขึ้นพร้อมกัน ค้างไว้ 2-3 วินาที แล้วลดลงช้า ๆ
  3. ทำซ้ำจนครบจำนวนครั้ง

จำนวนครั้ง 3 เซ็ต เซ็ตละ 12 ครั้ง

เคล็ดลับ หายใจออกขณะยกแขนและขาขึ้น และหายใจเข้าขณะลดลง

 

9. High Knees เพิ่มการเผาผลาญและพัฒนาความทนทาน

วิธีการทำ

  1. ยืนตรง ยกเข่าข้างหนึ่งขึ้นสูงจนใกล้ระดับเอว
  2. สลับขาและทำซ้ำด้วยความเร็ว
  3. ทำต่อเนื่อง 30 วินาที

จำนวนครั้ง 3 เซ็ต เซ็ตละ 30 วินาที

เคล็ดลับ เกร็งหน้าท้องและใช้แขนช่วยเคลื่อนไหวเพื่อเพิ่มความสมดุล

 

10. Glute Bridge เสริมความแข็งแรงของสะโพกและหลัง

วิธีการทำ

  1. นอนหงาย ชันเข่าขึ้น โดยให้เท้าราบกับพื้นและแขนวางข้างลำตัว
  2. ดันสะโพกขึ้นจนลำตัวเป็นเส้นตรงจากหัวไหล่ถึงเข่า
  3. ค้างไว้ 2-3 วินาที แล้วลดสะโพกลงกลับสู่ท่าเริ่มต้น

จำนวนครั้ง 3 เซ็ต เซ็ตละ 15 ครั้ง

เคล็ดลับ เกร็งกล้ามเนื้อสะโพกขณะยกตัวขึ้น เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับ 15 ท่าเล่นกล้ามหลังที่บ้าน และมารู้จัก 4 มัดกล้ามเนื้อหลังจากโค้ชมืออาชีพ

Promotion1
Promotion2
Promotion3

เคล็ดลับการออกกำลังกายที่บ้านให้ได้ผล

1.วอร์มอัพก่อนเริ่ม

การวอร์มอัพเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะเมื่อออกกำลังกายที่บ้าน การอบอุ่นร่างกายช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิต ปรับอัตราการเต้นของหัวใจให้เหมาะสม และลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บ ท่าง่าย ๆ เช่น การหมุนข้อเท้า การยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบไดนามิก หรือการเดินเร็วในที่จำกัดเพียง 5-10 นาที ก็เพียงพอที่จะเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับการออกกำลังกายที่หนักขึ้น

 

2.ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน

ไม่ว่าคุณจะต้องการลดน้ำหนัก สร้างกล้ามเนื้อ หรือเพียงแค่รักษาสุขภาพ การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยให้คุณมีแรงจูงใจและเลือกโปรแกรมที่เหมาะสม ตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการเผาผลาญแคลอรี่ ให้เน้นการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ หากต้องการสร้างกล้ามเนื้อ อาจเลือกท่าบอดี้เวท เช่น Push-Ups หรือ Squats เป้าหมายที่ชัดเจนช่วยให้คุณติดตามความก้าวหน้าและปรับเปลี่ยนโปรแกรมได้ตามต้องการ

 

3.รักษาความสม่ำเสมอ

การออกกำลังกายที่บ้านมีข้อดีคือคุณสามารถทำได้ทุกเวลา แต่ความท้าทายคือการรักษาความสม่ำเสมอ การจัดตารางเวลาออกกำลังกาย 3-5 วันต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30-45 นาที และยึดมั่นตามแผนจะช่วยให้เห็นผลได้เร็วขึ้น คุณอาจตั้งเวลาเดิมทุกวัน เช่น ช่วงเช้าหรือเย็น เพื่อสร้างนิสัยและทำให้การออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

 

4.พักฟื้นอย่างเหมาะสม

การพักฟื้นเป็นส่วนสำคัญที่มักถูกมองข้ามในโปรแกรมออกกำลังกาย การให้กล้ามเนื้อได้พักระหว่างเซ็ตประมาณ 30-60 วินาที หรือพัก 1-2 วันต่อสัปดาห์ช่วยลดความเสี่ยงของอาการล้าหรือบาดเจ็บ นอกจากนี้ การยืดเหยียดกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกายช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อและลดอาการปวดเมื่อย คุณสามารถใช้เทคนิคการหายใจลึกเพื่อเพิ่มการผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ

 

บทสรุป

การออกกำลังกายที่บ้านเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์สำหรับผู้ที่มีข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่ ไม่เพียงแต่ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย แต่ยังสามารถให้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยมในการดูแลสุขภาพและเพิ่มความฟิตของร่างกาย ด้วยท่าบริหารที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ เช่น Push-Up, Plank, หรือท่าที่เผาผลาญพลังงานสูงอย่าง Burpees คุณสามารถสร้างกล้ามเนื้อ ลดไขมัน และเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกายได้ง่าย ๆ จากที่บ้าน

ความสำเร็จของการออกกำลังกายที่บ้านขึ้นอยู่กับความตั้งใจและความสม่ำเสมอ ลองตั้งเป้าหมายเล็ก ๆ ในแต่ละวัน เช่น ออกกำลังกาย 15-30 นาที แล้วค่อย ๆ เพิ่มระดับความเข้มข้นขึ้นตามความแข็งแรงของร่างกาย อย่าลืมวอร์มอัพก่อนเริ่มและยืดเหยียดกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกายเพื่อป้องกันการบาดเจ็บ

ลุกขึ้นมาเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเดินที่บ้าน การทำ Squat หน้าทีวี หรือแม้แต่การทำ Plank ในช่วงพักเบรก แล้วคุณจะพบว่าการออกกำลังกายที่บ้านนั้นไม่เพียงแต่สะดวก แต่ยังสามารถเปลี่ยนแปลงสุขภาพและชีวิตของคุณให้ดีขึ้นได้ครับ


บทความนี้เขียนโดย...


โค้ชปูแน่น

โค้ชปูแน่น (ปู จักรินทร์ บุญลาภ)


เป็น CEO และที่ปรึกษาด้านการพัฒนาทีมเทรนเนอร์ในฟิตเนสของตัวเองที่ Real Gym ซาฟารีเวิลด์ รวมถึงแบรนด์อาหารเสริม และที่ปรึกษาด้าน Training Quality ให้กับทีมเทรนเนอร์ของ Sport club และฟิตเนสชั้นนำ

โปรไฟล์โค้ชปูแน่น

บทความทั้งหมด